
ช่วงโค้งสุดท้ายของปีเป็นเวลาที่มนุษย์เงินเดือนและผู้มีเงินได้ทุกคนต้องรีบวางแผนภาษี หลายคนตั้งใจจะซื้อประกันเพื่อช่วยประหยัดภาษี แต่กลับตกม้าตายด้วยเรื่องง่ายๆ ที่มองข้ามไป บทความนี้สรุป 4 ข้อสำคัญที่คุณต้องตรวจสอบก่อนสิ้นปี เพื่อให้การวางแผนภาษีด้วยประกันชีวิตและประกันสุขภาพเกิดประโยชน์สูงสุดและถูกต้องตามเกณฑ์
1. ตรวจสอบเพดานสิทธิ์และสัดส่วนเบี้ยประกัน
กฎหมายกำหนดให้เบี้ยประกันชีวิตทั่วไปสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกินหนึ่งแสนบาท โดยหากมีประกันสุขภาพของตัวเองด้วย เบี้ยประกันสุขภาพสามารถนำมารวมอยู่ในเพดานนี้ได้สูงสุดไม่เกินสองหมื่นห้าพันบาท
สำหรับผู้ที่มีฐานภาษีสูงและต้องการสิทธิ์ลดหย่อนเพิ่มเติม ประกันชีวิตแบบบำนาญเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่น่าสนใจ เพราะสามารถลดหย่อนได้สูงสุดร้อยละสิบห้าของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และไม่เกินสองแสนบาท (เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ต้องไม่เกินห้าแสนบาท)
2. ตรวจสอบวันและเวลาที่ทำรายการชำระเงิน
ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดคือการรอจนถึงวันสุดท้าย เช่น วันที่สามสิบเอ็ดธันวาคม แล้วทำรายการผ่านช่องทางที่ระบบต้องใช้เวลาประมวลผลข้ามวัน หากใบเสร็จรับเงินหรือการตัดบัญชีแสดงวันที่เป็นวันที่หนึ่งมกราคมของปีถัดไป สิทธิ์การลดหย่อนภาษีจะถูกยกยอดไปเป็นของปีถัดไปทันที จึงควรวางแผนชำระเงินล่วงหน้าอย่างน้อย 3-5 วันทำการ
3. กดแจ้งความประสงค์ยินยอมส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร
ปัจจุบัน กรมสรรพากรกำหนดให้ผู้มีเงินได้ต้องแจ้งความประสงค์ต่อบริษัทประกันชีวิต เพื่อยินยอมให้นำส่งข้อมูลเบี้ยประกันภัยเข้าสู่ระบบของกรมสรรพากรโดยตรง หากผู้เอาประกันไม่ได้ทำขั้นตอนนี้ กรมสรรพากรอาจไม่อนุญาตให้ใช้สิทธิ์หักลดหย่อนภาษีในหมวดประกันชีวิตและสุขภาพ ดังนั้นควรตรวจสอบผ่านแอปพลิเคชันหรือติดต่อตัวแทนเพื่อกดยินยอมให้เรียบร้อยก่อนสิ้นปี
4. อย่าซื้อประกันเพียงเพราะอยากลดหย่อนภาษี
การลดหย่อนภาษีเป็นเพียงผลประโยชน์เพิ่มเติม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความคุ้มครอง หากคุณมีภาระครอบครัวที่ต้องดูแล ประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองสูงคือคำตอบ หากคุณกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายย่อมตรงจุดกว่า การเลือกทำประกันควรตั้งต้นจากความเสี่ยงในชีวิต ไม่ควรซื้อกรมธรรม์ที่มีเบี้ยเกินกำลังจ่ายเพียงเพื่อประหยัดภาษีไม่กี่พันบาท
ตัวอย่างเคสศึกษา
นายสมชายมีฐานภาษีอยู่ที่ร้อยละสิบห้า และต้องการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม เขาจึงตัดสินใจทำประกันสุขภาพเบี้ยปีละสองหมื่นห้าพันบาท ผลลัพธ์คือสมชายประหยัดภาษีไปได้สามพันเจ็ดร้อยห้าสิบบาท พร้อมทั้งได้รับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลตลอดทั้งปี การวางแผนแบบนี้ถือว่าได้ประโยชน์ทั้งสองด้าน
หมายเหตุ: ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ทางภาษีและประกันชีวิต เงื่อนไขความคุ้มครอง ข้อยกเว้น และผลประโยชน์เป็นไปตามที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัยของแต่ละบริษัท และสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล ความคุ้มครอง เงื่อนไข และสิทธิลดหย่อนภาษีเป็นไปตามกรมธรรม์และประกาศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดก่อนตัดสินใจทุกครั้ง