หน้าแรก › บทความ

แถลงสุขภาพไม่ครบ เสี่ยงเคลมไม่ได้จริงหรือ? เช็กลิสต์ก่อนทำประกัน

ตั้ม · ตัวแทนประกันชีวิต · อ่าน 7 นาที

แถลงสุขภาพไม่ครบ เสี่ยงเคลมไม่ได้จริงหรือ? เช็กลิสต์สำคัญก่อนทำประกันชีวิตและสุขภาพ

หนึ่งในข้อพิพาทที่พบบ่อยที่สุดในวงการประกันสุขภาพ คือเหตุการณ์ที่ผู้เอาประกันภัยเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่กลับได้รับแจ้งว่า "บริษัทปฏิเสธการจ่ายสินไหม" หรือร้ายแรงไปจนถึงการได้รับจดหมาย "บอกล้างสัญญา" ทั้งที่ส่งเบี้ยประกันมาอย่างต่อเนื่อง ปัญหานี้ส่วนใหญ่มักมีจุดเริ่มต้นมาจากจุดเล็ก ๆ จุดเดียว นั่นคือ การแถลงข้อมูลสุขภาพไม่ครบถ้วนหรือไม่ตรงตามจริงตั้งแต่วันแรกที่สมัครทำประกัน

วันนี้ ตั้มประกัน จะมาอธิบายให้ฟังแบบชัดเจน ตรงไปตรงมา ว่าทำไมการบอกความจริงจึงสำคัญที่สุด และข้อกฎหมายระบุไว้อย่างไร


ทำไมการแถลงสุขภาพจึงมีผลต่อการเคลม?

สัญญาประกันภัยเป็นสัญญาที่ตั้งอยู่บนหลัก "สุจริตใจอย่างยิ่ง" (Utmost Good Faith) หมายความว่า บริษัทประกันประเมินความเสี่ยงและกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยจากข้อมูลสุขภาพที่ผู้เอาประกันภัยแถลงในใบคำขอเป็นหลัก

หากผู้เอาประกันภัยปกปิดประวัติ ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่เจตนา เช่น เคยผ่าตัด เคยนอนโรงพยาบาล เคยตรวจพบก้อนเนื้อ หรือมีโรคประจำตัวเรื้อรัง บริษัทประกันจะไม่มีทางทราบได้ในวันแรกที่อนุมัติกรมธรรม์

แต่เมื่อมีการเรียกร้องสินไหมค่ารักษาพยาบาล โดยเฉพาะในโรคที่อาจสัมพันธ์กับโรคเรื้อรังเดิม บริษัทประกันมีสิทธิตามกฎหมายในการขอตรวจประวัติการรักษาย้อนหลังจากโรงพยาบาล คลินิก หรือสถานพยาบาลที่ท่านเคยไปใช้บริการได้ทั้งหมด


กฎหมายว่าอย่างไร: ป.พ.พ. มาตรา 865 และกรอบเวลา 2 ปี

หลายคนมักเข้าใจผิดว่า หากประกันรับทำไปแล้ว บริษัทจะไม่สามารถยกเลิกสัญญาได้ แต่ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 กำหนดไว้ชัดเจนว่า:

หากผู้เอาประกันภัยรู้อยู่แล้วและละเว้นไม่เปิดเผยข้อความจริง หรือแถลงข้อความจริงอันเป็นเท็จ ซึ่งหากบริษัทประกันทราบความจริงนั้น อาจบอกปัดไม่ยอมทำสัญญา หรือเรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้น สัญญานั้นย่อมตกเป็นโมฆียะ

สิ่งที่เกิดขึ้นตามกฎหมายเมื่อสัญญาเป็นโมฆียะ:

  1. สิทธิการบอกล้างภายใน 2 ปี: บริษัทประกันภัยสามารถใช้สิทธิบอกล้างสัญญาได้ ภายใน 2 ปี นับแต่วันทำสัญญา หรือวันต่ออายุสัญญาครั้งสุดท้าย
  2. การคืนเบี้ยประกันภัย: เมื่อบริษัทใช้สิทธิบอกล้างสัญญา กรมธรรม์จะสิ้นสุดลง บริษัทจะต้องคืนเบี้ยประกันภัยที่ได้รับชำระมาแล้วให้แก่ผู้เอาประกันภัย
  3. ผลกระทบที่แท้จริง: แม้จะได้รับเงินค่าเบี้ยคืน แต่ผู้เอาประกันภัยจะ สูญเสียความคุ้มครองไปโดยสิ้นเชิง ในวันที่ตนเองกำลังเจ็บป่วยและต้องการเงินมารักษาตัวจริง ๆ

เคสตัวอย่าง: เรื่องเล็กที่กลายเป็นเรื่องใหญ่

  • คุณเอ (นามสมมุติ): เคยตรวจสุขภาพประจำปีเมื่อปีก่อน พบว่าค่าเอนไซม์ตับสูงผิดปกติ แพทย์แนะนำให้ปรับพฤติกรรม แต่ไม่ได้ให้ยาทาน คุณเอคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย จึงไม่ได้ระบุลงในใบสมัครทำประกันสุขภาพ
  • เหตุการณ์: สองปีถัดมา คุณเอมีอาการปวดท้องรุนแรงและตรวจพบเนื้องอกในช่องท้อง เมื่อทำเรื่องเคลม บริษัทประกันตรวจสอบพบประวัติค่าตับผิดปกติที่เชื่อมโยงกับพยาธิสภาพของโรคก่อนทำประกัน จึงส่งผลให้บริษัทปฏิเสธการจ่ายค่ารักษาในส่วนดังกล่าว

นี่คือตัวอย่างชัดเจนว่า แม้จะไม่ได้รับประทานยาต่อเนื่อง หรือไม่ได้นอนค้างคืนที่โรงพยาบาล แต่สิ่งใดที่มีการบันทึกไว้ในเวชระเบียน ถือเป็นประวัติทางการแพทย์ทั้งสิ้น


เช็กลิสต์ 5 ประวัติสุขภาพที่ต้องแถลง ห้ามลืมเด็ดขาด

ก่อนลงลายมือชื่อในใบสมัครทำประกัน ควรตรวจสอบและระบุประวัติเหล่านี้ตามความเป็นจริง:

  1. ประวัติการผ่าตัดทุกชนิด: ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดเล็ก เช่น ก้อนเนื้อ ไฝ ไส้ติ่ง หรือการผ่าคลอด
  2. การนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล (IPD): เคยแอดมิตด้วยโรคใด เมื่อไหร่ รักษาหายขาดแล้วหรือไม่
  3. โรคประจำตัวและการใช้ยาต่อเนื่อง: เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือด ภูมิแพ้ ไทรอยด์ หรือยาคลายเครียด
  4. ผลตรวจสุขภาพที่ผิดปกติ: ค่าเลือด ค่าตับ ผลเอกซเรย์ปอด คลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือผลอัลตราซาวด์ที่ระบุว่าพบความผิดปกติ แม้แพทย์จะยังไม่สั่งยารักษาก็ตาม
  5. ประวัติการตรวจชิ้นเนื้อหรือการติดตามอาการ: การนัดตรวจซ้ำ (Follow-up) ทุกประเภท

แถลงความจริงแล้ว ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร?

หลายคนกลัวว่าบอกความจริงแล้วจะทำประกันไม่ได้ ซึ่งในความเป็นจริง การแถลงประวัติจะนำไปสู่ผลพิจารณา 4 รูปแบบ:

  1. รับประกันภัยตามเงื่อนไขปกติ: ประวัติหายขาดแล้ว นานเกินระยะเวลาที่กำหนด
  2. รับประกันภัยโดยมีข้อยกเว้น: คุ้มครองทุกโรค ยกเว้นอวัยวะหรือโรคที่เคยเป็นมาก่อน
  3. รับประกันภัยโดยเพิ่มเบี้ยประกัน: มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่บริษัทรับคุ้มครองครบทุกโรค
  4. เลื่อนการรับประกันภัยหรือปฏิเสธ: กรณีที่โรคนั้นยังอยู่ระหว่างการรักษาหรือมีความเสี่ยงสูงเกินไป

การมีข้อยกเว้นตั้งแต่วันแรก ดีกว่าการจ่ายเบี้ยไปแล้วถูกปฏิเสธเคลมในวันที่นอนโรงพยาบาลอย่างแน่นอน


สรุป

การทำประกันสุขภาพ สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การทำอย่างไรให้ผ่านง่ายที่สุด แต่อยู่ที่การทำอย่างไรให้ "เคลมได้อย่างราบรื่นที่สุด" ในวันที่เกิดวิกฤตสุขภาพ การเปิดเผยข้อมูลสุขภาพตามจริงตั้งแต่แรก คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดของผู้เอาประกันภัยครับ

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจทั่วไปเกี่ยวกับหลักการประกันภัยและข้อกฎหมายเบื้องต้นเท่านั้น เงื่อนไขความคุ้มครอง การพิจารณารับประกัน และข้อยกเว้นของแต่ละบุคคลจะขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ของแต่ละบริษัทประกันและข้อกำหนดในแต่ละกรมธรรม์

#ตั้มประกัน#ประกันสุขภาพ#เคลมประกัน#แถลงสุขภาพ#วางแผนการเงิน

บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล ความคุ้มครอง เงื่อนไข และสิทธิลดหย่อนภาษีเป็นไปตามกรมธรรม์และประกาศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดก่อนตัดสินใจทุกครั้ง